บล็อก

10 อินไซต์ ติดปีกอีคอมเมิร์ซไทย สู่ตลาดออสเตรเลีย

10 อินไซต์ ติดปีกอีคอมเมิร์ซไทย สู่ตลาดออสเตรเลีย

อัพเดทล่าสุด:

ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในตลาดที่ผู้ค้าและผู้ประกอบการไทยควรจับตามองโดยเฉพาะผู้ที่ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ​และ SMEs ไทยที่ต้องการเปิดตลาดในต่างประเทศหรือต้องการส่งของไปต่างประเทศเนื่องจากออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งโดยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นที่อันดับที่ 13 ของโลกและอันดับ 5 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตลอดช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจของออสเตรเลียเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตรา 3.3%ต่อปีอัตราเงินเฟ้อคงที่ที่ 1.9%ต่อปีและระหว่างปี 2012 - 2017 ออสเตรเลียยังมีอัตราการว่างงานต่ำเพียง 5.6%ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ประเทศออสเตรเลียมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีและประชากรมีกำลังซื้อสูง 

 

ในบทความนี้ DHL Express ผู้นำด้านการขนส่งด่วนระหว่างประเทศจะพาคุณไปรู้จักกับแง่มุมต่างๆของประเทศออสเตรเลียและช่วยคุณเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตลาดค้าขายกับดินแดนจิงโจ้ด้วยอินไซต์เจาะลึกและข้อมูลการค้าที่เป็นประโยชน์สำหรับการส่งของต่างประเทศแบบที่คุณไม่เคยรู้ที่ไหนมาก่อน  โดยมีมืออาชีพอย่าง DHL Express เป็นลอจิสติกส์พาร์ทเนอร์ช่วยส่งของไปออสเตรเลียไม่ว่าจะเป็นเอกสารหรือพัสดุให้ถึงมือผู้รับปลายทางอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

พร้อมแล้วไปรู้จักกับออสเตรเลียกันเลย! 

 

1. ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับประเทศออสเตรเลีย

  • ออสเตรเลียมีประชากร 24.4 ล้านคน
  • ประชาชนมีอัตราการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต 92.44%
  • ผู้บริโภคแต่ละคนซื้อสินค้าโดยเฉลี่ย 1,764 ดอลลาร์สหรัฐฯ
  • ตลาดอีคอมเมิร์ซแบบ B2C มีมูลค่า 25.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • ตลาดอีคอมเมิร์ซมีอัตราการเติบโต 15.7%
  • ประชากร 65% ซื้อสินค้าออนไลน์

 

2. โอกาสทองสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ​

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ผู้คนช้อปออนไลน์มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์การซื้อสินค้ามากกว่าจะยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเป็นพิเศษ​ นอกจากนี้ คนออสเตรเลียยังชอบซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟนมากกว่าไปซื้อตามร้านค้า และชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและ PayPal เป็นหลัก ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมา ออสเตรเลียจึงเป็นตลาดที่ผู้ที่ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนไม่ควรพลาด 

 

3. โซเชียลมีเดียท็อปฮิต 

หากคุณเป็นร้านค้าออนไลน์ที่ไม่มีเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของตนเอง และคิดจะส่งของไปต่างประเทศ ข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณอย่างมาก เพราะคุณสามารถขายสินค้าให้คนออสเตรเลียผ่านโซเชียลมีเดียได้ โดยโซเชียลมีเดียที่ชาวออสเตรเลียนิยมใช้มากที่สุด 4 อันดับแรก ได้แก่ Facebook (70%), Instagram (34%), Snapchat (21%), Twitter และ Pinterest (20% เท่าๆ กัน)

4. รู้จักกลุ่มลูกค้าของคุณ

เนื่องจากออสเตรเลียเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ ผู้คนจึงคุ้นเคยกับการจ่ายค่าขนส่งสินค้าและค่าภาษีนำเข้าเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความต้องการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ  ประชากรอายุต่ำกว่า 35 ปี นิยมสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศมากกว่าสินค้าในประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 40.4% ต่อ 33.1% และการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศยังมีอัตราการเติบโตสูงสุดในกลุ่มอายุ 35-40 ปี คือเติบโต 12.2% ดังนั้น หากผู้ประกอบการไทยคิดจะเปิดตลาดในออสเตรเลีย ก็ควรหาสินค้าที่ตรงกับความต้องการของคนกลุ่มนี้ 

 

5. สินค้าอะไรที่กำลังได้รับความนิยม

สินค้าที่ผู้ประกอบการและธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทยมีโอกาสส่งออกไปตีตลาดออสเตรเลียได้ มีหลายประเภท เช่น

  • อาหารและขนมขบเคี้ยว โดยเฉพาะอาหารออร์แกนิค อาหารเพื่อสุขภาพ และวัตถุดิบประกอบอาหาร ซึ่งตลาดกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
  • เครื่องสำอางและของใช้ในห้องน้ำ ตลาดนี้มีมูลค่าราว 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ​ ร้อยละ 70 เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและผลิตภัณฑ์พรีเมียม
  • อะไหล่ยานยนต์และบริการหลังการขาย มีมูลค่าราว 5-6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์ในประเทศและต่างประเทศพอๆ กัน
  • สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า รองเท้า แอคเซสเซอรี่แฟชั่น และชุดออกกำลังกาย ได้รับความนิยมอย่างมากในออสเตรเลีย และมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 22.2%
  • ของใช้ในบ้านและของตกแต่งบ้าน สถานการณ์โรคระบาดทำให้คนอยู่บ้านมากขึ้น และช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อซื้อของตกแต่งบ้านมากขึ้น โดยสินค้าประเภทนี้มีส่วนแบ่งตลาด 14.8% และมีอัตราการเติบโต 6.9%
  • สินค้าสันทนาการ เกม ของเล่น และอุปกรณ์เครื่องเล่นกลางแจ้ง เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยม โดยตลาดนี้มีส่วนแบ่ง 5.2% และมีอัตราการเติบโต 15.6%

 

6. เตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง 

ในการส่งของจากไทยไปต่างประเทศนั้น ผู้ส่งต้องปฏิบัติตามระเบียบด้านศุลกากรของประเทศต้นทาง และปลายทาง โดยเบื้องต้นควรรู้ว่าอะไรที่เป็นของต้องห้าม (Prohibited goods) ไม่สามารถนำเข้าประเทศได้ และของต้องกำกัด (Restricted goods) สามารถส่งออกได้ แต่ต้องมีใบอนุญาตหรือต้องปฏิบัติตามระเบียบการควบคุมอย่างเคร่งครัด ระเบียบเหล่านี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากสำหรับธุรกิจและผู้ที่ต้องการส่งของไปต่างประเทศ แต่ถ้าคุณมีผู้ช่วยมืออาชีพอย่าง DHL Express ที่เชี่ยวชาญเรื่องการเดินพิธีศุลกากรทั่วโลก การส่งของไปออสเตรเลียก็เป็นเรื่องง่าย 

ออสเตรเลียมีกฎระเบียบเข้มงวดสำหรับการนำเข้า โดยเฉพาะผักและผลไม้ เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก ต้องมีใบรับรองการตรวจสอบอาหาร (Sanitary Certificate) และใบรับรองปลอดศัตรูพืช (Phytosanitary Certificate)

เราแนะนำให้คุณจัดเตรียมเอกสารประกอบการขนส่งให้เรียบร้อย ใบแสดงรายการสินค้า (Invoice) ต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับผู้รับและผู้ส่งสินค้า ปริมาณสินค้า และคำอธิบายสินค้าอย่างละเอียด เช่น ระบุว่าเสื้อยืดคอตตอน 100% แทนที่จะบอกแค่ว่าเป็นเสื้อ เป็นต้น และที่สำคัญ ต้องสำแดงสินค้าให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่อย่างนั้นอาจต้องเสียค่าปรับจำนวนมาก เพราะออสเตรเลียมีโทษหนักสำหรับการสำแดงเท็จหรือหากแจ้งข้อมูลสิ่งของที่นำเข้าอย่างคลุมเครือ

7. ระเบียบศุลกากรที่ควรทราบ ระเบียบศุลกากรที่ควรทราบเมื่อต้องส่งของไปออสเตรเลียมีดังนี้

  • ผลิตภัณฑ์อาหารต้องระบุรายละเอียดสินค้าให้ตรงตามชนิดของอาหารนั้นๆ หลีกเลี่ยงคำอธิบายที่ไม่ชัดเจนหรือกำกวม เช่น “ขนมขบเคี้ยว” หรือ “อาหาร” หากผู้ส่งไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่วางไว้ อาจทำให้ของไปถึงมือผู้รับล่าช้าได้
  • อาหารที่ไม่ได้ผลิตเพื่อการค้า ไม่มีฉลาก หรือไม่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม จะถูกด่านยึด สินค้าประเภทอาหารเสริมและสินค้าสมุนไพรต้องระบุชื่อเต็มของผลิตภัณฑ์และส่วนผสมในใบแสดงรายการสินค้า (Commercial Invoice) การไม่ปฏิบัติตามระเบียบอาจส่งผลให้ของถึงมือผู้รับล่าช้า
  • ออสเตรเลียตะวันตกมีข้อกำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำเข้าน้ำผึ้ง สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://bicon.agriculture.gov.au/BiconWeb4.0
  • ชาสมุนไพรต้องอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่แสดงรายการส่วนผสมอย่างละเอียดชาที่มีส่วนผสมของเปลือกส้มหรือเปลือกผลไม้ไม่สามารถนำเข้าออสเตรเลียได้เว้นแต่มีใบอนุญาตนำเข้า (Import Permit)ส่วนการนำเข้ายาสูบ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bicon.agriculture.gov.au/BiconWeb4.0
  • ชิ้นส่วนยานยนต์มือสองต้องผ่านการอบฆ่าเชื้อก่อนการขนส่ง และต้องมีใบรับรอง ถ้าเป็นชิ้นส่วนใหม่ไม่ต้อง
  • การนำเข้าเครื่องสำอาง ต้องระบุส่วนผสมหลักของผลิตภัณฑ์ด้วย 
  • ออสเตรเลียไม่อนุญาตให้นำเข้าขนมไหว้พระจันทร์ เว้นแต่มีใบอนุญาตนำเข้า (Import Permit) ใบรับรองด้านสุขภาพ (Health Certificate) และใบรับรองผู้ผลิต (Manufacturers Declaration)ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่https://bicon.agriculture.gov.au/BiconWeb4.0/

 

8. สิ่งของต้องห้ามนำเข้า

เมื่อจะส่งของไปออสเตรเลีย ควรดูให้แน่ใจก่อนว่าของที่จะส่งไม่อยู่ในกลุ่มสิ่งของต้องห้าม (Prohibited items) ต่อไปนี้

  • ขนสัตว์จริง
  • อาวุธปืน และส่วนควบอาวุธปืน รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงกระสุนทุกชนิด รวมทั้งกระสุนเลียนแบบ กล้องติดปืน ขาตั้ง ไฟฉาย ดาบปลายปืน ฯลฯ
  • งาช้าง
  • สื่อลามกอนาจาร
  • แร่รัตนชาติแและหินรัตนชาติ
  • ปืนของเล่น รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงปืนจำลอง ปืนเพนท์บอล ปืนลม ปืนบีบี ปืนของเล่น กระสุนน้ำ ฯลฯ

 

9. DHL Express ออสเตรเลียเปิดตัวศูนย์บริการใหญ่ที่สุดในโอเชียเนีย

ข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องการส่งของไปออสเตรเลีย! เมื่อเร็วๆ นี้ DHL Express ออสเตรเลีย ได้เปิดตัวศูนย์บริการแห่งใหม่ที่นครซิดนีย์ ช่วยให้ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการทั่วโลกดำเนินธุรกิจได้โดยไม่สะดุดแม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ของโรคระบาด ซึ่งแน่นอนว่าศูนย์ใหม่นี้จะช่วยให้การค้าและการขนส่งจากไทยไปออสเตรเลียขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย

ศูนย์บริการแห่งใหม่ของ DHL Express ที่ซิดนีย์ มีพื้นที่กว้างขวางถึง 8,600 ตร.ม.​ ใหญ่เป็นสองเท่าของศูนย์เดิม และใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศโอเชียเนีย ศูนย์บริการแห่งนี้นอกจากจะมีพื้นที่กว้างขวาง สามารถรองรับสิ่งของที่ส่งมาจากทั่วโลกได้อย่างสะดวกสบายแล้ว ยังครบครันด้วยเทคโนโลที่ทันสมัย เช่น ระบบคัดแยกพัสดุอัตโนมัติความเร็วสูง สามารถคัดแยกพัสดุได้ถึง 4,200 ชิ้นใน 1 ชั่วโมง ช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

*โอเชียเนีย คือ กลุ่มประเทศและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก รวมทวีปออสเตรเลียประกอบไปด้วยประเทศออสเตรเลียนิวซีแลนด์หมู่เกาะพอลินีเซียหมู่เกาะไมโครนีเซียและหมู่เกาะเมลานีเซียซึ่งรวมแล้วเป็นหมู่เกาะจำนวนมากนับพันเกาะ

 

10. มุ่งโตตามแผน พร้อมให้บริการสู่ยุค New Normal 

นอกจากการเปิดตัวศูนย์บริการแห่งใหม่ที่นครซิดนีย์แล้ว DHL Express ออสเตรเลีย ยังมองไกลไปถึงการเติบโตภายหลังสถานการณ์การระบาด โดยจะยังคงขยายธุรกิจตามแผนการที่วางไว้ในอีก 18 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะช่วยรองรับการเติบโตของธุรกิจจากทั่วโลกที่เชื่อมต่อเข้ามายังออสเตรเลียให้เติบโตและคล่องตัวขึ้นมากกว่าเดิมนับเป็นโอกาสของธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทยด้วยโครงสร้างพื้นฐานในออสเตรเลียแน่นขนาดนี้อีคอมเมิร์ซคึกคักแน่นอน! แผนขยาย Facility ในออสเตรเลียประกอบด้วย 
 

  • ปี 2021 พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานควบคู่ไปกับการอัพเกรดศูนย์บริการที่เมืองบริสเบนและเมลเบิร์น
  • ปี 2022 เปิดเกตเวย์แห่งใหม่ใกล้กับสนามบินอาดาเลด
  • ปี 2026 รัฐบาลพัฒนาสนามบินซิดนีย์ตะวันตก โดยตั้งเป้าให้เป็นสนามบินปลอดเคอร์ฟิวที่รองรับได้ทั้งเที่ยวบินระหว่างประเทศ เที่ยวบินในประเทศ และบริการขนส่งสินค้า ซึ่งคาดว่าเมื่อแล้วเสร็จ จะเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการ
    เติบโตและการขยายบริการเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ต้องการส่งของไปยังออสเตรเลียฝั่งตะวันตก
     

เราหวังว่าอินไซต์ที่นำมาฝากจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการค้าขายกับประเทศออสเตรเลีย โดยเฉพาะผู้ที่ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และผู้ที่ต้องการส่งของไปออสเตรเลีย ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ DHL Express คือผู้ช่วยที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้การส่งสินค้าไปออสเตรเลียของคุณเป็นเรื่องง่ายและไร้กังวล ด้วยบริการDoor-to-door service ที่รับและส่งสินค้าถึงหน้าประตูบ้าน 

นอกจากนี้ หากคุณอยากรู้ราคาค่าขนส่งจากไทยไปออสเตรเลีย ก็สามารถทำได้เองง่ายๆ โดยเข้าไปที่ iExpressByDHL.com แพลตฟอร์มส่งของไปต่างประเทศจาก DHL Express ​ที่ให้ผู้ส่งสามารถเช็คราคาค่าขนส่งจากไทยไปยังประเทศปลายทาง และยังสามารถนัดหมายให้เจ้าหน้าที่คูเรียร์เข้ารับของผ่านระบบที่ใช้งานสะดวก สามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้

 

แชทสดกับเจ้าหน้าที่ด้วยการกดปุ่ม Live Chat เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าของของคุณสามารถส่งไปออสเตรเลียได้หรือไม่ หรือคลิก เช็คราคาเพื่อตรวจสอบค่าขนส่งและนัดหมายให้เราไปรับของที่หน้าบ้านคุณได้เลย!

เช็คราคา คลิกเลย!