บล็อก

10 เรื่องต้องรู้ ก่อนส่งของไปญี่ปุ่น

10 เรื่องต้องรู้ ก่อนส่งของไปญี่ปุ่น

อัพเดทล่าสุด:

10 เรื่องต้องรู้ ก่อนส่งของไปญี่ปุ่น 

 

นี่คือคู่มือที่จะทำให้คุณรู้จักญี่ปุ่นมากกว่าเดิม! เหมาะกับคนทำธุรกิจเจาะตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะมีฐานลูกค้าอยู่แล้วหรือกำลังค้นหาข้อมูลเพื่อมัดใจลูกค้าจากแดนอาทิตย์อุทัย บทความนี้เหมาะกับคุณ นอกจากนี้ หากคุณมีแพลนจะส่งของไปญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นของกินของใช้ให้ครอบครัว ญาติพี่น้องหรือเพื่อนๆ ในประเทศญี่ปุ่นแล้ว บทความนี้จะให้ความรู้เบื้องต้นว่าการส่งของไปญี่ปุ่นมีข้อควรระวังหรือต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง DHL Express ผู้นำด้านการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ ขอรับหน้าที่พาคุณไปรู้จักประเทศญี่ปุ่นแบบ Insight กับ 10 เรื่องต้องรู้ก่อนส่งของไปญี่ปุ่น เพื่อให้คุณส่งของไปญี่ปุ่นเป็นไปได้อย่างราบรื่นและไม่สะดุด!

 

1. ภาพรวมเศรษฐกิจในญี่ปุ่น

ถ้าจำแนกตาม sector แล้ว เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นมาจากภาคบริการ (Services) ถึง 69.3% ภาคอุตสาหกรรม (Industry) 29.7% และภาคเกษตรกรรม 1% เท่านั้น แล้วญี่ปุ่นนำเข้าอะไรเข้ามาในประเทศมากที่สุด?

  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สมาร์ทโฟนเป็นสินค้านำเข้าเบอร์ต้นๆ รวมถึงอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างบอร์ดวงจรและเครื่องมือที่ใช้สำหรับผลิตและประกอบต่างๆ
  • เครื่องกังหัน/ใบพัด เทอร์โบเจ็ต เครื่องยนต์ใบพัด อุปกรณ์เกี่ยวกับใบพัด มีอัตราการนำเข้าเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2013 แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้ผลิตและเทคโนโลยีอย่างจริงจัง
  • กลุ่มอาหารและสุขภาพ ใกล้ตัวผู้บริโภคอย่างเราเข้ามาหน่อย ตลาดญี่ปุ่นถือว่านิยมอาหารเพื่อสุขภาพกันมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารแห้ง อาหารแปรรูปหรือผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย กลุ่มนี้เติบโตในประเทศญี่ปุ่นกว่า 8.2% ต่อปี

 

2. ยักษ์ใหญ่ของโลก

ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของโลก แต่ในการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจที่จัดโดยธนาคารโลกนั้น จัดให้ญี่ปุ่นอยู่ในลำดับที่ 34 จากทั้งหมด 190 ประเทศทั่วโลก เหตุผลเพราะความซับซ้อนในการเข้าไปตั้งบริษัท ขอเงินทุน จ่ายภาษี ฯลฯ ซึ่งอาจมีความยุ่งยากกว่าประเทศอื่นๆ แต่ในเมื่อยุคนี้การค้าโลกขับเคลื่อนด้วยอีคอมเมิร์ซ คุณไม่จำเป็นต้องมีสร้างบริษัทหรือสาขาในต่างประเทศ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้บนอินเตอร์เน็ต การส่งของไปญี่ปุ่นก็สามารถทำได้รวดเร็วภายใน 1 วัน เชื่อว่าการค้าระหว่างประเทศและการที่ธุรกิจจากไทยจะเข้าถึงผู้บริโภคในญี่ปุ่นจะเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม

 

3. ญี่ปุ่น ตลาดสำคัญสำหรับอีคอมเมิร์ซ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่มีนักช้อปออนไลน์จำนวนมาก มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่จนทำให้เป็นประเทศที่น่าสนใจสำหรับคนทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ในจำนวนประชากรเกือบ 127 ล้านคนในญี่ปุ่น กว่า 92.7% เข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ต และกว่า 76% ของประชากรนั้นมีพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ โดยการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซในญี่ปุ่นอยู่ที่ 32.6% และมีมูลค่าอีคอมเมิร์ซแบบ B2C ประมาณ 79.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

จากผลสำรวจของ MasterCard เมื่อหลายปีที่ผ่านมาระบุว่า การซื้อของข้ามประเทศคิดเป็นสัดส่วน 19.9% ของการซื้อของผ่านดิจิทัล (digital purchase) ทั้งหมด ถึงแม้ว่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประเทศจีนจะเป็นผู้นำในด้านตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดและใหญ่ที่สุด (รวมถึงอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ) แต่ญี่ปุ่นก็เป็นหนึ่งในประเทศเอเชียที่น่าสนใจสำหรับคนไทยที่ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซและต้องการขยายฐานลูกค้าให้โกอินเตอร์กว่าเดิม

 

4. คนญี่ปุ่นซื้ออะไรบนโลกออนไลน์

ปี 2018 มูลค่าการซื้อขายอีคอมเมิร์ซในญี่ปุ่นมีมูลค่าถึง 105 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 6.2% ในระหว่างปี 2018-2022 ส่วนสินค้ายอดฮิตในตลาดอีคอมเมิร์ซในญี่ปุ่นที่ DHL Express รวบรวมข้อมูลและแนะนำให้ SME หรือผู้ขายบนอีมาร์เก็ตเพลสต่างๆ หันมาพิจารณาเพิ่มเติมคือ

  • อาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย มูลค่าการซื้อขายบนอีคอมเมิร์ซสูงถึง 19.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2018 และมีอัตราการเติบโต 8.2% ในช่วงปี 2018-2022
  • แฟชั่น มูลค่าการซื้อขายบนอีคอมเมิร์ซสูงถึง 16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2018 และมีอัตราการเติบโต 6.4% ในช่วงปี 2018-2022
  • เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่าการซื้อขายบนอีคอมเมิร์ซสูงถึง 20.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2018 และมีอัตราการเติบโต 6.2% ในช่วงปี 2018-2022
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มูลค่าการซื้อขายบนอีคอมเมิร์ซสูงถึง 23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2018 และมีอัตราการเติบโต 5.4% ในช่วงปี 2018-2022
  • ของเล่น งานอดิเรกและ DIY มูลค่าการซื้อขายบนอีคอมเมิร์ซสูงถึง 24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2018 และมีอัตราการเติบโต 5.1% ในช่วงปี 2018-2022

สอดคล้องกับผลสำรวจการซื้อของออนไลน์ระหว่างประเทศของคนญี่ปุ่นของ DHL Express เองที่ว่า คนญี่ปุ่นซื้อหนังสือ ซีดีหรือวิดีโอเกม มากที่สุด คิดเป็น 27% รองลงมาได้แก่ เครื่องสำอาง (21%) เสื้อผ้าและรองเท้า (20%) อาหาร (14%) กล้องดิจิทัล (12%) และโทรศัพท์มือถือ (10%)

 

5. ประชากรผู้สูงวัยเพิ่มจำนวนขึ้น

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีจำนวนประชากรเกือบ 127 ล้านคน แต่มีการประเมินแล้วว่าจะลดลงมาเหลือ 100 ล้านคนภายในปี 2050 เพราะญี่ปุ่นจะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตราการเกิดในประเทศญี่ปุ่นอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อัตราส่วนของประชากรที่อายุ 65 ปีขึ้นไปมากที่สุดในโลก แม้ว่าจะเป็นเรื่องน่าห่วงของญี่ปุ่น แต่ในมุมการทำธุรกิจแล้ว ข้อมูลนี้บ่งบอกว่านี่เป็นโอกาสที่จะจับตลาดของผู้บริโภคที่มีฐานะร่ำรวยและมีความเป็นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ จากผลการสำรวจของ DHL ค้นพบว่า คนญี่ปุ่นที่อายุมากกว่า 55 ปี ใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์มากที่สุด! ดังนั้นแล้ว อย่าประเมินค่าผู้สูงอายุในญี่ปุ่นต่ำไป คนเหล่านี้อาจจะกำลังกลายมาเป็นลูกค้าประจำของธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณก็ได้นะ!

 

 

 

6. เหตุผลที่คนญี่ปุ่นตัดสินใจ “ไม่ซื้อ” ของจากต่างประเทศ

จากการสำรวจของ DHL Express ในคำถามที่ว่า เหตุผลใดที่ทำให้คนญี่ปุ่นตัดสินใจ “ไม่ซื้อ” ของจากต่างประเทศ ได้แก่

  • ประเทศญี่ปุ่นเองมีของชิ้นนั้นอยู่แล้ว (50%)
  • คิดว่าจะติดขัดเรื่องภาษา (26%)
  • คิดว่าน่าจะยุ่งยากเรื่องการคืนสินค้า (25%)
  • คิดว่าการจัดส่งจากต่างประเทศน่าจะใช้เวลานาน (23%)
  • ไม่ไว้ใจเว็บไซต์ต่างประเทศ (23%)

โดยสรุป หากคุณต้องการให้คนญี่ปุ่นตัดสินใจซื้อสินค้าของคุณ สินค้านั้นต้องมีความโดดเด่น แตกต่างแบบที่ไม่มีวางขายในญี่ปุ่นเลย วางจำหน่ายในอีมาร์เก็ตเพลสที่คนญี่ปุ่นไว้ใจ เช่น Rakuten, Amazon Japan หรือ Yahoo Japan หรือหากวางขายในเว็บไซต์ของตัวเอง ควรให้สามารถเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ ระบุเงื่อนไขการซื้อ การจัดส่ง หรือนโยบายการคืนสินค้าให้ชัดเจน และที่สำคัญที่สุด ถ้าคุณตั้งใจจะขายของไปต่างประเทศแล้ว ต้องบอกตั้งแต่หน้าแรกว่า We ship worldwide! ให้รู้กันว่าร้านนี้ส่งของไปต่างประเทศได้ 

 

7. เหตุผลที่คนญี่ปุ่นจะตัดสินใจ “ซื้อ” ของจากต่างประเทศ

จากการสำรวจของ DHL Express เช่นกัน ครั้งนี้ เราถามว่า เหตุผลใดที่จะทำให้คนญี่ปุ่นตัดสินใจ “ซื้อ” ของจากต่างประเทศและไม่ซื้อของที่อยู่ในประเทศตัวเอง คำตอบที่ได้คือ

  • มีของ (45%) ยกตัวอย่าง ของสะสมชิ้นหายากที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก ถ้าหาทั่วญี่ปุ่นไม่มีแล้ว ต่อให้อยู่ต่างประเทศ ถ้าอยากได้มากๆ คนญี่ปุ่นก็กดสั่งซื้อได้นะ!
  • เงื่อนไขการขายที่ดีกว่า (38%) เงื่อนไขที่ว่าต้องแตกต่างจากที่สินค้านั้นๆ วางจำหน่ายในญี่ปุ่นด้วย
  • คุณภาพดีกว่า (17%)
  • มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย (13%)
  • มีข้อเสนอที่น่าสนใจ (9%)

 

8. ของเหล่านี้ส่งออกนอกประเทศไทยได้ไหมนะ?

โดยปกติ การส่งของจากไทยไปต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ผู้ส่งต้องปฏิบัติตามระเบียบด้านศุลกากรของประเทศต้นทาง ในที่นี้คือประเทศไทย ว่าของอะไรที่เป็นของต้องห้าม (Prohibited goods) หรือต้องกำกัด (Restricted goods) ในการส่งออกนอกราชอาณาจักรไทย และของชิ้นนั้น เป็นของต้องห้ามหรือต้องกำกัดในการนำเข้าไปในประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ ปัญหานี้จะหมดไป ถ้าคุณมีลอจิสติกส์พาร์ทเนอร์อย่าง DHL Express ช่วยดูแลคุณในเรื่องการส่งของไปญี่ปุ่น การส่งของไปญี่ปุ่นจะกลายเป็นเรื่องง่ายในทันที

สำหรับของต้องห้ามที่ DHL Express จะไม่รับส่งออกนอกประเทศไทยเลย ได้แก่

  • สิ่งมีชีวิต (รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์น้ำ สัตว์ไร้กระดูกสันหลัง สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์ปีก แมลง ตัวอ่อนและดักแด้ของสัตว์)
  • สัตว์ที่ถูกล่าหรือชิ้นส่วนสัตว์ ซากสัตว์ เช่น งาช้างและหูฉลาม หรือชิ้นส่วน เถ้าที่หลงเหลือของสัตว์ หรือสินค้าที่มีสัตว์เป็นส่วนประกอบและสินค้าที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของมนุษย์ หรือสินค้าที่ต้องห้ามจากการเคลื่อนไหวขององค์กร CITES สิ่งที่อยู่ในสนธิสัญญาและ/หรือกฎหมายท้องถิ่น
  • ศพ หรืออัฐิในทุกรูปแบบ
  • ทองแท่ง (หรือโลหะมีค่าต่างๆ)
  • เงินสด
  • แร่รัตนชาติ หรือชิ้นส่วนของแร่รัตนชาติ (เจียระไนหรือไม่เจียระไน/ ขัดเงาหรือไม่ขัดเงา)
  • อาวุธปืน กระสุน วัตถุระเบิด ชิ้นส่วนระเบิด รวมถึงปืนอัดลม ปืนเลียนแบบและกระสุนเลียนแบบ
  • สิ่งของผิดกฎหมาย เช่น สินค้าปลอมแปลงและสารเสพติด
     

ส่วนของต้องกำกัด หมายถึง สินค้าที่ต้องควบคุม สามารถส่งออกได้ แต่มีระเบียบการควบคุมชัดเจนต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปริมาณ มูลค่า การขออนุญาตส่งออกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ตัวอย่างสินค้าที่ต้องควบคุมในการส่งออกนอกประเทศไทย ได้แก่ หน้ากากอนามัย, โบราณวัตถุหรืองานศิลปะที่มีมูลค่าการขนส่งมากกว่า 500,000 ยูโร, กัญชาที่ใช้ในการรักษาทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาตการครอบครองโดยสุจริตให้ทำการขนส่งได้ตามกฎหมาย ในรูปแบบเม็ดหรือของเหลว ซึ่งมูลค่าการขนส่งต่อครั้งต้องไม่เกิน 10,000 ยูโร, บุหรี่ ซิการ์ ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีมูลค่าการขนส่งมากกว่า 500,000 ยูโร เป็นต้น

ยังมีสินค้าที่ต้องควบคุมในการส่งออกนอกราชอาณาจักรไทยอีกมากมาย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถเช็คกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้าของ DHL Express ได้ 24 ชั่วโมงที่เบอร์ 02-345-5000 หรือ Live Chat คุยกับเจ้าหน้าที่ได้ที่ iExpressByDHL.com ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น.

 

9. แล้วของเหล่านี้ นำเข้าไปประเทศญี่ปุ่นได้หรือเปล่านะ 

ความจริงแล้ว การส่งของไปญี่ปุ่นต้องศึกษาทั้งขาออกจากประเทศไทยและขาเข้าไปในญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นถือว่ามีความเข้มงวดในการนำเข้าสินค้าอย่างมาก โดเฉพาะสินค้าประเภทอาหาร ซึ่งต้องผ่านกระบวนการการผลิตอย่างดีและมีบรรจุภัณฑ์อย่างดี เรามาดูกันว่า สินค้าอะไรที่ส่งไปญี่ปุ่นไม่ได้บ้าง หรือ เป็นสินค้าที่ต้องมีการเตรียมเอกสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้การส่งเข้าไปในประเทศญี่ปุ่นเป็นไปอย่างราบรื่น

  • สินค้าที่ไม่สามารถนำเข้าไปในญี่ปุ่นได้ เช่น อาหารที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น แฮม ไส้กรอก เนื้อแช่แข็ง ฯลฯ อาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไก่ ปลา ถั่วทุกประเภท ผักผลไม้สด ผักผลไม้แช่แข็ง เป็นต้น ล้วนไม่สามารถนำเข้าไปในญี่ปุ่นได้ผ่านเน็ตเวิร์คการขนส่งทางอากาศของ DHL Express
  • เมล็ดกาแฟสดสีเขียวและกาแฟที่ยังไม่ได้คั่ว ไม่สามารถนำเข้าไปในญี่ปุ่นได้ ยกเว้นที่คั่วแล้วหรือที่แปรรูปแล้ว สามารถนำเข้าไปได้โดยต้องผู้รับต้องมีใบอนุญาตนำเข้าอาหารหากจะนำไปจำหน่ายหรือเพื่อแจกจ่ายทั่วไปโดยที่ไม่ระบุจำนวน
  • ปืนของเล่นไม่สามารถนำเข้าไปในญี่ปุ่นได้ ส่วนของเล่นสำหรับเด็กทารกหรือเด็กเล็กจะต้องผ่านการตรวจสอบด้านอาหาร ซึ่งมักจะทำให้การขนส่งล่าช้า 2-3 วัน
  • การนำเข้าแว่นตาหรือคอนแท็กเลนส์ หากเป็นการนำเข้าไปในญี่ปุ่นเพื่อใช้ส่วนตัว สามารถทำได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาต แต่ต้องไม่เกิน 1 ชิ้นสำหรับแว่นตา และจำนวนใช้งานไม่เกิน 2 เดือนสำหรับคอนแท็กเลนส์ ถ้าส่งไปญี่ปุ่นจำนวนมากกว่าที่กำหนด และผู้รับไม่สามารถเตรียมเอกสารทางการแพทย์ได้ ของทั้งหมดจะถูกตีกลับมาที่ผู้ส่งทันที

นี่เป็นแค่บางส่วนเท่านั้น ถ้ามีคำถามเกี่ยวกับการส่งของไปญี่ปุ่น อยากจะคุยกับเจ้าหน้าที่ของ DHL Express คลิกปุ่ม Live Chat เพื่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เราได้เลย

 

10. ส่งของไปญี่ปุ่น ส่งแบบไหนดี

เลือกส่งของไปญี่ปุ่นกับผู้ให้บริการที่เชี่ยวชาญ เรื่องการเดินพิธีศุลกากรทั่วโลกอย่าง DHL Express แต่ละประเทศ รวมถึงญี่ปุ่นต่างก็มีระเบียบด้านศุลกากรที่ไม่เหมือนกัน การเตรียมตัวให้พร้อมย่อมจะช่วยลดความล่าช้าในการส่งของไปญี่ปุ่นได้ นอกจากนี้ บริการ Door-to-door service ที่รับและส่งสินค้าถึงหน้าประตูบ้าน จะช่วยอำนวยความสะดวกให้การส่งของไปญี่ปุ่นง่ายยิ่งขึ้น ขอแนะนำ iExpressByDHL.com แพลตฟอร์มส่งของไปต่างประเทศจาก DHL Express ให้ผู้ส่งสามารถทำรายการส่งของไปญี่ปุ่นได้ด้วยตัวเองบนเว็บไซต์ ระบุวันเวลาที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่คูเรียร์เข้ารับของ และชำระเงินผ่านบัตรเครดิต หากของที่ส่งไปญี่ปุ่นไม่ใช่สินค้าต้องห้าม หรือต้องกำกัด หรือมีใบอนุญาตต่างๆ ครบถ้วน (สำหรับสินค้าที่ต้องใช้) ของจะถูกส่งจากไทยไปญี่ปุ่นได้ภายใน 1-3 วันทำการเท่านั้น 

ตรวจสอบให้มั่นใจก่อนว่าชิ้นไหนส่งได้หรือไม่ได้ หรือถ้ามั่นใจแล้วต้องการส่งของไปญี่ปุ่นทันที คลิกเช็กราคาและส่งกับเราได้เลย 

เช็คราคา คลิกเลย!