บล็อก

10 เรื่องต้องรู้ พาธุรกิจไทย คว้าส่วนแบ่งตลาดอีคอมเมิร์ซใน USA

10 เรื่องต้องรู้ พาธุรกิจไทย คว้าส่วนแบ่งตลาดอีคอมเมิร์ซใน USA

อัพเดทล่าสุด:

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ ใหญ่ขนาดที่บางรัฐยังมีขนาดประชากรและเศรษฐกิจใหญ่กว่าหลายๆ ประเทศในสหภาพยุโรปเสียอีก แม้ว่าจีนจะดูมาแรงอย่าต่อเนื่อง แต่สหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้น้อยหน้า เพราะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และเป็นมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 แล้ว เศรษฐกิจในอเมริกามีความหลากหลายและเชื่อมต่อกับหลายประเทศทั่วโลกขับเคลื่อนกว่า 25% ของเศรษฐกิจทั่วโลกเลย นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังเป็นประเทศที่มีการแข่งขันสูงสุด เอื้อต่อการทำธุรกิจมากที่สุด และยังเป็นตลาดสำหรับผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย 

แล้ว SME จากไทยจะมีโอกาสเข้าไปชิงส่วนแบ่งรายได้จากตลาดที่ใหญ่ขนาดนี้ให้ได้ส่งของไปอเมริกากันรัวๆ ไหม คำตอบคือ มีแน่นอน! เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจกับสหรัฐอเมริกาและพฤติกรรมการจับจ่ายของคนอเมริกันซะหน่อย และนี่คือ 10 เรื่องต้องรู้ที่ DHL Express เตรียมมาฝาก พร้อมพาธุรกิจไทยคว้าส่วนแบ่งตลาดใน USA จากตลาดที่เติบโตสูงสุดอย่างอีคอมเมิร์ซแล้ว

 

1. ขนาดเศรษฐกิจบิ๊กเบิ้ม

แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะมีจำนวนประชากรเพียงแค่ 1 ใน 3 ของประชากรในประเทศที่เป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ อย่างจีนหรืออินเดีย แต่สหรัฐอเมริกาก็เป็นเบอร์ต้นๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ยกตัวอย่าง ถ้าแคลิฟอร์เนียเป็นประเทศขึ้นมา จะถือว่าเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก! ภายในประเทศยังมีความหลากหลายในเชิงวัฒนธรรมด้วย ไม่ว่าจะฝั่งทางเหนือ ใต้ ตะวันออกและตะวันตก ดังนั้น ถ้าอยากได้ส่วนแบ่งการตลาดในอเมริกา ต้องแบ่งโฟกัสออกเป็นภูมิภาค อย่าเหมารวมว่าที่ไหนในอเมริกาก็เหมือนกันหมดเป็นอันขาด

 

2. สหรัฐอเมริกานำเข้าอย่างต่อเนื่อง

สหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้าจากทั่วโลกในปี 2016 คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้สูงกว่าปี 2015 ถึง 40.6% และการนำเข้าสินค้าเข้ามาในสหรัฐอเมริกาคิดเป็น 13.7% ของการนำเข้าทั่วโลกในปี 2015 ทีเดียว เรามาดูเทรนด์กันต่อดีกว่า ว่าสหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้าประเภทไหนเข้าประเทศมากที่สุด

  1. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (14.9% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  2. เครื่องจักรและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ (14% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  3. ยานยนตร์ (12.7% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  4. เชื้อเพลิงธรรมชาติ รวมถึงน้ำมัน (7.3% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  5. ยารักษาโรค (4.1% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  6. อุปกรณ์ เครื่องมือเชิงเทคนิคเกี่ยวกับสายตาและการแพทย์ (3.6% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  7. อัญมณีและโลหะมีค่า (3% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  8. เฟอร์นิเจอร์ เครื่องนอน อุปกรณ์ให้แสงสว่าง ป้าย สัญลักษณ์ อุปกรณ์สำเร็จที่นำมาประกอบทีหลัง (2.8% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  9. พลาสติกหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก (2.2% ของการนำเข้าทั้งหมด)
  10. สารเคมีที่เป็นออร์กานิค (2.2% ของการนำเข้าทั้งหมด)

 

ข้อมูลนี้บอกอะไรเรา? ถึงแม้ว่า 10 อันดับการนำเข้านี้จะบ่งชี้ความต้องการในระดับอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกา แต่เราสามารถวิเคราะห์ออกมาได้ว่าภาพรวมตลาดผู้บริโภคในอเมริกาเป็นอย่างไร สิ่งที่ผู้ขายต้องทำต่อคือมองหาโอกาสที่สินค้าของคุณจะช่วยแก้ pain point ของผู้บริโภคในอเมริกา มัดใจให้ได้และอย่าลืมคำนึงเรื่องการส่งของไปอเมริกาให้ทันความต้องการของผู้ซื้อด้วย

 

3. โลกออนไลน์ของสหรัฐอเมริกาบูมสุดขีด

แน่นอน! อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกามีมากกว่า 88% พอคูณตัวเลขประชากรในประเทศเข้าไป หมายความว่า คนอเมริกันเกือบ 287 ล้านคนเข้าถึงโลกออนไลน์ จึงเป็นเหตุผลที่ตลาดอีคอมเมิร์ซบูมสุดขีด ผู้ขายจากทั่วโลกส่งของไปอเมริกากันคึกคัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลอย่างแพร่หลายด้วย ทำให้การสื่อสารเป็นไปได้ง่าย นักขายอีคอมเมิร์ซหากจะคว้าส่วนแบ่งการตลาดในอเมริกาต้องคำนึงเรื่องไทม์โซน ต้องเข้าใจว่าลูกค้าของเราอยู่ฝั่ง East coast หรือ West coast ด้วยนะ

 

4. เทียบกับประเทศอื่น ตลาดออนไลน์ในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างไรบ้าง

ในปี 2015 สหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับหนึ่งด้านอีคอมเมิร์ซ ผู้บริโภคในประเทศนี้ทรงพลังมาก เพราะสร้างดีมานต์ในเชิงการค้าปลีกคิดเป็นมูลค่า 4.83 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐกันเลยทีเดียว ส่วนยอดขายของบนเว็บไซต์ในปี 2016 คิดเป็นมูลค่า 394 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าปี 2015 อยู่ 15.1% ส่วนอีก 5 ปีให้หลัง ไม่ต้องพูดถึง ความคึกคักจากสองอีมาร์เก็ตเพลงยักษ์ใหญ่ของอเมริกาอย่าง Amazon หรือ eBay และผู้เล่นหน้าใหม่ ยังคงสร้างดีมานต์การซื้อขายบนโลกออนไลน์ และทำให้ผู้ขายทั่วโลกส่งของไปอเมริกาอย่างต่อเนื่อง

 

Compound Annual Growth (CAGR) คาดการณ์ว่ายอดขายออนไลน์ในสหรัฐอเมริกาจะเติบโตขึ้นประมาณ 7.4% ส่วนสินค้าประเทศอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค เสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายนั้นคาดว่าจะเติบโตมากกว่าเดิมถึง 10% ในแต่ละประเภท

 

5. Boom times

การขายออนไลน์ในปี 2017 เพิ่มขึ้น 13% จากปี 2016 คิดเป็นมูลค่า 459 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคิดเป็นสัดส่วน 12.9% ของยอดการค้าปลีกทั้งหมด ภายในปี 2022 คาดการณ์ว่า ยอดขายออนไลน์จะเป็นสัดส่วน 17% ของมูลค่าการค้าปลีกในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด!

 

 

6. คนอเมริกันซื้อของออนไลน์กันที่ไหน

การซื้อของบน Amazon.com ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำของคนอเมริกันไปแล้ว เมื่อปี 2016 ยอดการซื้อขายบน Amazon คิดเป็น 43% ของยอดการซื้อขายรีเทลบนออนไลน์ของสหรัฐอเมริกาทั้งหมด จากการสั่งซื้อออนไลน์ 4 ล้านครั้งที่เกิดขึ้นบน Amazon อย่างเดียวคิดเป็นอัตราการเติบโตของการซื้อขายอีคอมเมิร์ซในสหรัฐอเมริกาถึง 53% เลย

 

ตัวเลขจากปี 2016 บอกว่า ยอดขายที่เกิดขึ้นมาจากการซื้อขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์เกี่ยวกับบ้าน เสื้อผ้า และหลังจากที่มีการซื้อกิจการของ Whole Foods ตั้งแต่ปี 2017 ช่วยเสริมแกร่งเรื่องสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคให้กับ Amazon จึงทำให้ Amazon ครองพื้นที่การซื้อขายออนไลน์เป็นส่วนใหญ่

 

แต่ eBay ก็ไม่น้อยหน้า อีมาร์เก็ตเพลสนี้มีลิสติ้งสินค้ามากกว่า 88% ที่เป็นประเภท fixed price เพื่อเชิญชวนให้ผู้บริโภคกดสั่งซื้อเลยได้สะดวก ไม่ได้เป็นรูปแบบการประมูลเหมือนสมัยก่อน eBay มีฐานผู้ซื้อทั่วโลกที่แอ็คทีฟมากกว่า 168 ล้าน จึงทำให้อีมาร์เก็ตเพลสนี้ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกาเป็นลำดับต้นๆ ด้วย

 

7. คนอเมริกันชอบซื้อของผ่านสมาร์ทโฟน

ในปี 2017 ยอดขายอีคอมเมิร์ซในสหรัฐอเมริกาที่ซื้อขายผ่านสมาร์ทโฟนคิดเป็นมูลค่า 156 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในตัวเลขนี้มีสิ่งที่น่าสนใจคือ ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2017 ยอดอีคอมเมิร์ซที่เกิดจากการทำรายการผ่านสมาร์ทโฟนคิดเป็นสัดส่วน 23.16% ของยอดอีคอมเมิร์ซรีเทลทั้งหมด ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันใช้สมาร์ทโฟนเพื่อซื้อขายของออนไลน์สูงมาก และอัตรานี้จะสูงเป็น 50% ในปี 2020 ด้วย สิ่งที่ผู้ขายอีคอมเมิร์ซต้องคิดและทำต่อคือ ช่องทางการขายของคุณเอื้อให้เข้าถึงผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ผู้ซื้อแล้วหรือยัง

 

8. คนอเมริกันกล้าซื้อของจากผู้ขายที่อยู่ต่างประเทศไหมนะ?

77% ของผู้ซื้อออนไลน์ในสหรัฐอเมริกาบอกว่าพวกเขาไม่ขัดข้องอะไรกับการซื้อของข้ามประเทศ และ 42% บอกว่าพวกเขาซื้อของจากผู้ขายที่อยู่ต่างประเทศอยู่แล้ว คนอเมริกันซื้อของระหว่างประเทศกับผู้ขายในสหราชอาณาจักร (49%) จีน (39%) แคนาดา (34%) ฮ่องกง (20%) และออสเตรเลีย (18%) ถึงเวลาแล้วหรือยังที่แบรนด์ไทย ผู้ขายไทย เจ้าของธุรกิจไทย จะพาผลิตภัณฑ์คุณภาพไปให้ผู้ซื้อในอเมริการับรู้และควักเงินออกมาซื้อ ให้ SME ท้องถิ่นได้ส่งของไปอเมริกากันรัวๆ 

 

ในปี 2018 มีนักช้อปอเมริกันที่ซื้อของระหว่างประเทศเพิ่มเป็น 41.8 ล้านคน คิดเป็นมูลค่ากว่า 80.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเหตุผลที่คนอเมริกันจะยอมซื้อของที่มาจากผู้ขายในต่างประเทศรวมถึงประเทศไทย ก็คือ Choice (ทางเลือก: มีทางเลือกให้หลายหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้า การจ่ายเงิน การจัดส่ง ฯลฯ) Price (ราคา: คุ้มค่ากับคุณภาพที่ได้รับหรือไม่) และ Uniqueness (ความโดดเด่น: มีความแตกต่างจากที่วางจำหน่ายในประเทศตัวเองหรือเปล่า) 

 

9. อยากขายแล้ว เริ่มอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศอย่างไรดี

คนอเมริกันมีบทบาทความเป็นผู้บริโภคสูงมาก พวกเขาคาดหวังจะทราบราคาของสินค้าที่จะซื้อให้ชัดเจนในระหว่างขั้นตอนการ checkout พวกเขาอยากมีตัวเลือกการจัดส่งตามความต้องการของตัวเอง โดยเฉพาะการส่งของระหว่างประเทศ ยิ่งคาดหวังว่าจะต้องดีกว่าส่งแค่ภายในสหรัฐอเมริกา พวกเราอยากมีตัวเลือกการชำระเงินที่ปลอดภัยและมั่นใจได้ อย่างในสหรัฐอเมริกา การจ่ายผ่านบัตรเครดิตถือเป็นเรื่องปกติ และแน่นอนว่าการให้บริการของแบรนด์หรือผู้ขายจะต้องตรงใจ ตอบโจทย์ สร้างประสบการ์ที่แตกต่างจากที่เคยได้รับ เรื่อง service ในอเมริกาเป็นที่คาดหวังสูงมากว่าผู้ขายต้องมีระดับมาตรฐานของการให้บริการ และถ้าจะให้ธุรกิจของคุณโดดเด่น คุณต้องเหนือกว่าระดับเบสิค

 

10. ส่งของไปอเมริกา ส่งแบบไหนดี

ในมุมของลูกค้าหรือผู้ซื้อ การกดสั่งซื้อของออนไลน์แปลว่า ความอยากได้สินค้ามีตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะส่งของไปอเมริกา หรือส่งของไปต่างประเทศ เรื่องความเร็วในการจัดส่ง โดยเฉพาะส่งระหว่างประเทศ จะเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์ของคุณมีมาตรฐานการให้บริการที่แตกต่าง เลือกผู้ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล มีความเชี่ยวชาญเรื่องการค้าระหว่างประเทศและการจัดการด้านศุลกากร มอบคำปรึกษาและมอบความช่วยเหลือได้ตลอดเวลาที่ต้องการ รวมถึงทำหน้าที่เป็นลอจิสติกส์พาร์ทเนอร์ ลดปัญหาปวดหัวเรื่องการขนส่ง เพื่อให้คุณได้โฟกัสเรื่องการขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ซคว้าส่วนแบ่งการตลาดอีคอมเมิร์ซในสหรัฐอเมริกาได้อย่างเต็มที่

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆ ในการขยายธุรกิจไปต่างประเทศกับเรา DHL Express ผู้เชี่ยวชาญทั้งเรื่องส่งออกและนำเข้า และผู้ให้บริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศที่คนทั่วโลกให้การยอมรับมากกว่า 50 ปี 

 

ส่งของไปอเมริกาทันที คลิก iExpressByDHL ชิปปิ้งแพลตฟอร์ใหม่จาก DHL Express ที่จะช่วยให้ขั้นตอนการส่งของไปต่างประเทศของคุณง่ายแค่ปลายนิ้ว พร้อมบริการเข้ารับของถึงหน้าบ้านแบบ Door to Door service ฟรี! ไม่เคยหยุดบินแม้ในสถานการณ์โควิด! พร้อมดูแลเรื่องพิธีการทางศุลกากรที่เราสามารถเคลียร์ให้จบตั้งแต่เครื่องบินยังไม่ลงจอด

 

## พิเศษ! ส่งของไปอเมริกาลดเลย 500บาท เมื่อใช้โค้ด US500 สำหรับการส่ง "พัสดุ" น้ำหนัก 0.5 - 20 กิโลกรัม จากไทยไปสหรัฐอเมริกา เพียงทำรายการที่ iExpressByDHL.com ภายใน 28 กุมภาพันธ์ 2564 นี้! หรือคลิกปุ่มเช็คราคาข้างล่างนี้ได้เลย! 

เช็คราคา คลิกเลย!