บล็อก

เช็กลิสต์ปั้นเว็บไซต์ E-commerce คัมภีร์สร้างยอดขาย มัดใจลูกค้าทั่วโลก

เช็กลิสต์ปั้นเว็บไซต์ E-commerce คัมภีร์สร้างยอดขาย มัดใจลูกค้าทั่วโลก

อัพเดทล่าสุด:

ปัจจุบัน อีคอมเมิร์ซเป็นธุรกิจที่มาแรงไปทั่วโลก โดยเฉพาะอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศที่ทำให้การค้าทั่วโลกคึกคักและเป็นโอกาสธุรกิจของแบรนด์หรือผู้ขายที่อยากสร้างรายได้เพิ่มจากลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ นอกจากอีมาร์เก็ตเพลสอย่าง Amazon eBay Etsy Alibaba หรือ Pinkoi ที่เราเคยแนะนำไปแล้ว การขายของออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ E-commerce ของตัวเอง ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางการเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อในต่างประเทศได้อย่างดี

 

วันนี้ เราขอแนะนำเช็กลิสต์  ปรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นมิตรต่อลูกค้ามากยิ่งขึ้น เตรียมรองรับออร์เดอร์จากลูกค้าต่างประเทศ เพราะถ้าลูกค้าพึงพอใจที่ได้เห็นข้อมูลต่างๆ ครบ ก็เป็นโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายจากความพึงพอใจของลูกค้าได้ เว็บไซต์ที่มีข้อมูลครบจบซื้อได้ทันที ก็ดีกว่าเว็บไซต์ที่ไม่มีข้อมูลครบเป็นไหนๆ อย่ารอช้า มาดูกันเลยว่าเราต้องปรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของเราอย่างไรให้มัดใจลูกค้าไปทั่วโลกได้บ้าง

 

ระบุชัดจัดเต็มว่าส่งได้ทั่วทุกมุมโลก (Worldwide Shipping)

เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะเป็นปัจจัยในการพิจารณาซื้อของลูกค้าได้เลย เมื่อเห็นคำว่า Worldwide Shipping หรือส่งทั่วโลก ลูกค้าจะได้จัดการช้อปต่อทันทีไม่ต้องมาอารมณ์เสียเมื่อกดของลงตะกร้ากำลังจะจ่ายเงินแล้วพบว่าคุณไม่สามารถจัดส่งของไปยังลูกค้าได้ทั่วโลก คำว่า Worldwide Shipping จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าสบายใจตั้งแต่วินาทีแรกที่ช้อปเลยทีเดียว

 

ข้อเสนออันน่าดึงดูดใจในการส่งของไปต่างประเทศ เช่น Free Shipping

ข้อนี้เป็นผลมาจากการใช้จิตวิทยาในการซื้อขายสุดๆ เราพบว่าเมื่อผู้ซื้อจะซื้อของ ปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อทันทีนั่นคือคำว่า Free Shipping! (ถึงแม้แท้ที่จริงแล้วผู้ขายอาจจะมีการบวกค่าส่งไปในค่าสินค้าแล้วก็ตาม) ในกรณีที่เราพบว่าเราไม่สามารถทำข้อเสนอ Free Shipping กับสินค้าทุกชนิดได้ อาจจะทำเป็นแคมเปญอื่นๆ ดึงดูดลูกค้า เช่น Free Shipping เมื่อซื้อของรวมมูลค่า 100 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ขึ้นไป หรือลดราคาค่าส่งเมื่อกรอกโค้ด หรือแคมเปญลดค่าส่งอื่นๆ ก็เป็นการดึงดูดลูกค้าได้เช่นเดียวกันตัวเลือกในการส่งสินค้า

 

ถ้าส่งฟรียังดึงดูดไม่พอ ลอง “ส่งด่วน” Express Shipping 

รู้ไหมว่า เวลาคนสั่งซื้อของ เขาอยากได้ของตอนนั้นเลย ดังนั้น ถ้าเป็นการจัดส่งของระหว่างประเทศ เร็วได้เท่าไรยิ่งดี! จากสถิติพบว่า คนขายอีคอมเมิร์ซที่เสนอตัวเลือกการขนส่งเร่งด่วน สามารถสร้างการเติบโตของธุรกิจได้เร็วกว่าทั่วไปถึง 60%และ คนซื้อ คิดเป็นสัดส่วน 30% ยินดีเลือกการจัดส่งแบบพรีเมียมหรือเร่งด่วนเช่นกัน

นอกจากนี้ การขนส่งระหว่างประเทศแบบเร่งด่วน ยังมีส่วนสร้างบรรยากาศที่ดีทำให้ผู้ซื้ออยากซื้อของมากขึ้น คลิกสินค้าลงตะกร้ามากขึ้นด้วย

 

อีกหนึ่งสถิติน่าสนใจเกี่ยวกับ option การส่งสินค้าไปต่างประเทศแบบเร่งด่วน คือ 45% ของนักช้อปทิ้งตะกร้าสินค้าบนเว็บไซต์และไม่ช้อปต่อเมื่อมาเห็นภายหลังว่า option การจัดส่งสินค้าไม่มีแบบที่ต้องการ รวมถึง 39% ของนักช้อปเหล่านี้ให้เหตุผลว่า ‘เพราะส่งช้าเกินไป’เห็นหรือยังว่าการจัดส่งของไปต่างประเทศแบบ Express เร่งด่วนมีอิทธิพลกับนักช้อปทั่วโลกแค่ไหน

 

ตัวเลือกอื่นๆ ในการส่งสินค้า เช่น ส่งด่วนแบบตามสถานะพัสดุได้

ปกติในการส่งฟรีหรือ Free Shipping นั้น อาจจะเป็นการส่งที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน และไม่สามารถตามสถานะสินค้าได้ ผู้ขายก็ต้องคิดเผื่อกรณีลูกค้าอยากได้สินค้าเร็ว อาจจะมีตัวเลือก (options) อื่นๆ ให้ลูกค้า เช่น เลือกส่งด่วนกับผู้ให้บริการลอจิสติกส์ที่มีบริการติดตามสถานะพัสดุได้อย่างเรียลไทม์ ทำให้ลูกค้าสามารถติดตามสถานะพัสดุได้เองโดยไม่ต้องผ่านผู้ขาย และสินค้านั้นอาจเป็นสินค้ามูลค่าสูง การส่งแบบด่วนก็จะมีการประกันสินค้าที่ดีกว่าการส่งฟรี ก็ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าจะยอมเป็นผู้จ่ายหรือไม่

 

คำนวณภาษีให้เสร็จสรรพพร้อมจ่าย ลูกค้าไม่ต้องคำนวณเอง

ในการซื้อของในเว็บไซต์ควรอำนวยความสะดวกให้ลูกค้ามากที่สุด กรณีนี้ก็เช่นกัน ในการขายสินค้า ผู้ขายต้องเช็กกฎการค้าระหว่างประเทศ เพราะแต่ละประเทศมีการคิดภาษีไม่เท่ากัน (ในบางประเทศแต่ละเมืองก็คิดภาษีไม่เท่ากันด้วย) ในการขายสินค้า ควรให้ผู้ซื้อระบุรหัสไปรษณีย์ (ZIP Code) เพื่อทำการคำนวณราคาภาษีของสินค้า และเราควรมีเว็บไซต์ที่คำนวณราคาภาษีของสินค้าและบวกเข้าไปเป็นยอดที่ต้องจ่ายทั้งหมดเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า ลูกค้าจะได้จ่ายอย่างเดียวไม่ต้องมานั่งบวกเองเพิ่ม เพราะถ้าลูกค้าต้องมาบวกเองเพิ่ม ก็มีความเสี่ยงที่ลูกค้าจะเซย์กู๊ดบายเว็บของเราไปได้

 

 

สั่งของง่าย คืนของก็ต้องง่ายเช่นเดียวกัน

สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อของในต่างประเทศ การคืนสินค้าเมื่อได้รับแล้วไม่พอใจเป็นเรื่องปกติมาก จากการสำรวจระบุว่า 68% ของนักช้อปมิลเลนเนียลจะเลือกช้อปกับเว็บไซต์ที่มีนโยบายการคืนของที่ง่ายและสะดวก ดังนั้นเว็บไซต์ของเราต้องคำนึงถึงนโยบายนี้ ให้มีการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าและให้ข้อมูลที่ครบถ้วน กรณีลูกค้าต้องการคืนสิ่งของ สามารถคืนได้อย่างไร คืนแบบไหน ถึงจะสะดวกทั้งผู้ขายและลูกค้า แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะผลสำรวจยังระบุอีกว่า 92% ของลูกค้ามีแนวโน้มจะกลับมาซื้อของที่เว็บไซต์อีกครั้งถ้าได้รับประสบการณ์ที่ดี รวมถึงระบบการคืนของที่ง่ายไม่ยุ่งยาก ก็เป็นหนึ่งในตัววัดความมืออาชีพของเว็บไซต์ด้วย

 

เว็บไซต์ควรมีหลายภาษารองรับลูกค้านานาชาติ

หากต้องการตีตลาดลูกค้านานาชาติ การมีเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่มีเพียงภาษาอังกฤษอาจจะไม่เพียงพอ เราอาจจะต้องมีตัวเลือกหลายภาษาขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายของเราด้วย เช่น ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่น และภาษาอื่นๆ 56% ของนักช้อปคิดว่าการรับข้อมูลต่างๆ บนเว็บไซต์เป็นภาษาของตัวเองสำคัญกว่าเรื่องราคาของสินค้าเสียอีก สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของเราให้ดีว่าสื่อสารเป็นภาษาใดเป็นหลักนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ

 

มีระบบให้ลูกค้าเลือกค่าเงินของประเทศตัวเองได้

ในเว็บไซต์ควรมีระบบให้ลูกค้าได้เลือกค่าเงินของประเทศตัวเอง เช่น หากสินค้าแสดงราคาเป็นดอลล่าร์สหรัฐ ควรสามารถแปลงเป็นสกุลเงินยูโร, เยน, วอน, บาท หรือสกุลอื่นๆ ได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าประเมินราคาสินค้าในสกุลเงินของตนเองได้ทันทีไม่ต้องไปคำนวณหาค่าเงินให้วุ่นวาย อย่างไรก็ดี เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซรูปแบบใหม่ๆ สามารถตรวจหาพิกัดของลูกค้าจาก location แล้วจัดการแปลงค่าเงินสกุลเดิมเป็นสกุลตามพื้นที่ทันทีเสร็จสรรพ เช่น หากลูกค้าซื้อของจากประเทศสิงคโปร์ ลูกค้าจะเห็นรายการสินค้าแสดงราคาเป็นเงินดอลล่าร์สิงคโปร์ทันที แบบนี้ก็สะดวกไปอีกแบบ

 

 

ตัวเลือกการชำระเงิน (Payment Options) ที่ใช้จ่ายง่ายและน่าเชื่อถือ

เราควรมีตัวเลือกการชำระเงินในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่สะดวกกับลูกค้าและเป็นระบบที่ใช้ง่ายและน่าเชื่อถือ เช่น PayPal เป็นต้น หากจะมีการชำระด้วยบัตรเครดิต ควรตรวจสอบ ออกแบบ และเลือกผู้ให้บริการระบบชำระเงินออนไลน์ (Payment Gateway) ที่ปลอดภัยที่สุดเพื่อให้เป็นประโยชน์กับทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ

 

การแจ้งเตือนเมื่อมีการทำการส่งสินค้า (Delivery Notifications)

เมื่อสินค้าได้ถูกทำการขนส่งแล้ว สิ่งที่ควรทำจากนั้นคือ ควรมีการแจ้งเตือนสถานะสินค้า และเหนือกว่าการแจ้งเตือนสถานะสินค้า ลูกค้าหรือผู้ซื้อที่อยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต้องได้รับความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเวลารับและสถานที่ในการรับสินค้าได้ตามความจำเป็นหรือความสะดวกของผู้ซื้อ อาจฟังดูยุ่งยาก แต่จัดการได้ง่ายมากเพียงใช้บริการส่งของไปต่างประเทศจาก DHL Express ซึ่งมีบริการ On Demand Delivery (ODD) ที่เหมาะแก่การทำธุุรกิจอีคอมเมิร์ซยิ่งนัก ช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าของคุณหรือผู้รอรับสินค้าให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับของได้ตามสะดวก โดยระบบจะมีการส่งข้อความและลิงก์ ODD ไปยังเบอร์มือถือและอีเมลของผู้รับล่วงหน้าก่อนการจัดส่งของในประเทศปลายทางนั่นเอง

 

ยกตัวอย่าง หากมีสินค้าจะไปส่งถึงผู้รับในวันที่กำหนด แต่ในวันที่กำหนดนั้นผู้รับอาจจะบังเอิญไม่อยู่บ้าน ไม่สะดวกรับของในวันและเวลาดังกล่าวที่เจ้าหน้าที่จะมาส่ง ไม่เป็นไร! ด้วยโซลูชั่น On Demand Delivery ของ DHL Express จะทำให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนวันเวลาจัดส่งของใหม่ได้ตามต้องการ จะเปลี่ยน จะเลื่อนวันและเวลาการจัดส่ง เปลี่ยนแปลงสถานที่จัดส่ง เปลี่ยนไปส่งที่จุดบริการ DHL Express Service Point หรือล็อคเกอร์ใกล้บ้าน ฯลฯ ก็สามารถทำได้บน On Demand Delivery โดย option ที่ให้เลือกจะเป็นไปตามเงื่อนไขการให้บริการของ DHL Express ในประเทศนั้นๆ 

 

สิ่งที่สำคัญที่สุด บริการ On Demand Delivery นี้ เป็นบริการจาก DHL Express ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย! ผู้ขายไม่ต้องยุ่งยาก! เพียงแค่จัดส่งสินค้าด้วยบริการของ DHL Express เท่านั้น อยากลองใช้โซลูชั่นนี้ เริ่มได้ง่ายๆ ลองส่งของไปต่างประเทศผ่าน iExpressByDHL.com ได้เลย

 

ทั้งหมดทั้งมวล หัวใจสำคัญคือข้อมูลต้องครบ ลูกค้าต้องสะดวกที่สุด

จากเช็กลิสต์ทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าหัวใจสำคัญในการปรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซให้เป็นมิตรกับผู้ซื้อทั่วโลกและมีโอกาสมาซื้อซ้ำและทำยอดขายได้เพิ่มนั้น หัวใจสำคัญของการปรับเว็บไซต์ก็คือ เราจะต้องระบุข้อมูลให้ชัดไม่ต้องเสียเวลาหาอ่าน (เช่น บอกไว้ในเว็บไซต์เลยว่ามี Worldwide shipping, free shipping, express shipping) และทำให้ลูกค้าสะดวกที่สุด (คำนวณค่าเงินเป็นค่าเงินสกุลของลูกค้า, คำนวณภาษีที่ต้องจ่าย, การคืนของให้ที่ง่าย ชัดเจน, มีให้เลือกหลายภาษา)

 

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับเจ้าของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซมือใหม่ คือ เลือกใช้บริการส่งของไปต่างประเทศที่เชื่อถือได้ และสามารถทำหน้าที่อำนวยความสะดวกต่างๆ นี้แทนคุณได้ เพื่อให้คุณได้โฟกัสกับการขยายธุรกิจเป็นสำคัญ แพลตฟอร์มส่งของไปต่างประเทศ iExpressByDHL จาก DHL Express นอกจากจะช่วยทำให้การส่งของไปต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายแล้ว DHL Express ยังมอบสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกทั้งผู้ส่งของและผู้รับของด้วย เช่น โซลูชั่น On Demand Delivery ที่ใช้ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แฮปปี้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเช็กลิสต์ปั้นเว็บไซต์ E-commerce สร้างยอดขาย มัดใจลูกค้าทั่วโลกที่ DHL Express รวบรวมมาให้ นอกจากนี้สิ่งที่ควรทำเพิ่มเติมก็เป็นการปรับเว็บไซต์ให้มีดีไซน์สวยงาม เข้าถึงง่าย มีแบนเนอร์แสดงสินค้าให้ชัดเจน รายละเอียดครบถ้วน ทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายให้สม่ำเสมอ เช่น มีโค้ดลด มีโค้ดสำหรับการชวนเพื่อนมาซื้อ ฯลฯ ก็จะช่วยทำให้ลูกค้าติดใจและช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจของเราได้

 

อย่าลืมให้แพลตฟอร์มเพื่อการส่งของไปต่างประเทศอย่างiExpressByDHL เป็นผู้ช่วยสำคัญในการขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศของคุณ! เช็กราคาเบื้องต้นได้เลยที่ https://iexpressbydhl.com/th/

เช็คราคา คลิกเลย!