บล็อก

DHL Express เตรียมความพร้อมขนส่งวัคซีนโควิดไปทั่วโลก เผยผลการศึกษาเรื่องความความท้าทายและการปรับตัวของลอจิสติกส์และซัพพลายเชนเพื่อสาธารณสุข

DHL Express เตรียมความพร้อมขนส่งวัคซีนโควิดไปทั่วโลก เผยผลการศึกษาเรื่องความความท้าทายและการปรับตัวของลอจิสติกส์และซัพพลายเชนเพื่อสาธารณสุข

อัพเดทล่าสุด:

DHLผู้นำด้านการขนส่งของโลกจับมือ McKinsey & Company พันธมิตรด้านการวิเคราะห์ เผยแพร่รายงานเรื่องการขนส่งวัคซีนโควิดและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพและรับมือวิกฤตด้านภัยสุขภาพในอนาคต จากผลการศึกษาคาดการณ์ว่า วัคซีนโควิดจะพร้อมใช้งานเป็นครั้งแรกในไตรมาสที่4 ของปีนี้ ซึ่งผู้ให้บริการลอจิสติกส์ต้องเตรียมตั้งระบบซัพพลายเชนเพื่อสาธารณสุขขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อให้สามารถขนส่งวัคซีนโควิดที่คาดว่าจะมีจำนวนมากกว่า 1หมื่นล้านโดสได้ทั่วโลก 

 

ในปัจจุบัน ทั่วโลกมีการพัฒนาและทดสอบวัคซีนโควิดมากกว่า 250 ชนิด บน 7แพลตฟอร์มการผลิตวัคซีนโควิดบางประเภทต้องเก็บในอุณหภูมิที่กำหนดอย่างเคร่งครัด นั่นคือ ต่ำกว่า -80°C เพื่อให้คงประสิทธิภาพระหว่างการขนส่งและเก็บรักษาที่คลังสินค้า ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งเพราะปกติระบบซัพพลายเชนเพื่อการแพทย์สามารถจัดระบบการขนส่งและควบคุมอุณหภูมิระหว่างการขนส่งวัคซีนที่อุณหภูมิประมาณ 2–8°C

 

DHL มีผลจากการศึกษาเรื่องการจัดการขนส่งวัคซีนโควิดหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนไหวด้านอุณหภูมิในระดับสูงให้มีประสิทธิภาพแล้ว ทั้งนี้ ขอบเขตการศึกษาอยู่ในวงกว้าง เพราะการจะสร้างซัพพลายเชนที่รองรับการขนส่งเพื่อรับมือกับการควบคุมการแพร่ระบาดต้องครอบคลุมความสามารถในการขนส่งวัคซีนโควิดเพื่อคนทั่วโลก คิดเป็นจำนวนชิปเมนต์บนพาเลทกว่า 200,000 พาเลท กล่องควบคุมความเย็นกว่า 15 ล้านกล่อง และขนส่งผ่านเครื่องบินขนส่งสินค้ากว่า 15,000 เที่ยวบิน 

 

“โควิด-19 เกิดขึ้นและมีผลกระทบในวงกว้างอย่างคาดไม่ถึง ภาครัฐ ภาคธุรกิจรวมถึงอุตสาหกรรม
ลอจิสติกส์ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วกับความท้าทายใหม่นี้ ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านลอจิสติกส์ เราจึงอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ในการปฏิบัติงานท่ามกลางวิกฤตด้านสุขอนามัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งนี้ เพื่อพัฒนากลยุทธ์สำหรับโลกที่ไร้พรมแดนและเชื่อมต่อกันมากยิ่งกว่าเคย” คัทยา บุสช์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจ DHL กล่าว “ในหลาย ๆ ประเทศ หน่วยงานรัฐบาลจึงได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในด้านซัพพลายเชนเพื่อสาธารณสุขเพื่อปกป้องชีวิตให้ปลอดภัยจากโรคระบาด และไม่กี่เดือนที่ผ่านมา DHL ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการวางแผนที่ครอบคลุมและความร่วมมือด้านซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่จัดสรรอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นในภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขอย่างที่ได้เกิดขึ้นนี้”

 

ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันจัดการวิกฤตด้านสาธารณสุขในอนาคต

 

ข้อมูลของยูนิเซฟระบุว่า ตั้งแต่โควิด-19 แพร่ระบาด ความต้องการอุปกรณ์การแพทย์พุ่งสูงขึ้นมาก ปีนี้ ยูนิเซฟสรรหาหน้ากากอนามัยและถุงมือสำหรับใช้ในการแพทย์มากกว่าปี 2562 ถึง 100 เท่าและ 2,000 เท่า ตามลำดับ การจัดหาอุปกรณ์การแพทย์จากแหล่งต่าง ๆ กันมาให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้งานกลายเป็นภารกิจสำคัญในช่วงต้นของการจัดการรับมือโรคระบาดใหญ่สำหรับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่ประสบความท้าทายอย่างหนักในเชิงลอจิสติกส์ขาเข้าเพราะโรงงานผลิตกระจุกตัวอยู่แหล่งเดียว พื้นที่ขนส่งทางอากาศที่จำกัด และความท้าทายเรื่องการตรวจสอบคุณภาพระหว่างการนำเข้าสู่ประเทศ ในอนาคต หากเกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขขึ้นอีก การเตรียมกลยุทธ์และโครงสร้างในการจัดการวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ครอบคลุมจะช่วยสร้างอุปทานด้านการแพทย์ที่แข็งแกร่งได้ จากรายงานการศึกษาระบุว่ากลยุทธ์และโครงสร้างดังกล่าวจำเป็นต้องตั้งขึ้นมาจากหน่วยงานรัฐบาล โดยภาครัฐและเอกชนต้องให้ความร่วมมือกัน

 

“ทั่วโลกต่างกำลังเร่งผลิตวัคซีนโควิดให้สำเร็จโดยเร็ว และวัคซีนโควิดจำนวนหนึ่งได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการทดลองขั้นสุดท้าย วัคซีนเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องมนุษย์จากโรคระบาดใหญ่อย่างโควิด-19 แต่ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการมีระบบซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพที่สามารถเอื้อให้การขนส่งวัคซีนโควิดครอบคลุมทุกพื้นที่ในโลกภายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ห่างไกลที่ยากจะเข้าถึง โดยที่ต้องคงประสิทธิภาพของวัคซีนโควิดอย่างสมบูรณ์ในระหว่างการขนส่ง ในฐานะผู้ให้บริการลอจิสติกส์ระหว่างประเทศ DHL Express มีความมุ่งมั่นให้บริการเพื่อเชื่อมต่อผู้คนและยกระดับคุณภาพชีวิตโดยการทำหน้าที่ในภาคธุรกิจ พัฒนาระบบการขนส่งให้สามารถจัดส่งวัคซีนโควิดและอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปยังผู้รับปลายทางที่จำเป็นต้องใช้ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก” เฮอร์เบิต วงศ์ภูษณชัย กรรมการผู้จัดการ DHL Express Thailand และหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีนกล่าว

 

 

จากรายงานการศึกษาเรื่องการปรับตัวของลอจิสติกส์ในภาวะโรคระบาดใหญ่ รวมถึงการขนส่งวัคซีนโควิด ชี้ให้เห็นถึงความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการปรับตัวของลอจิสติกส์เพื่อการขนส่งทางการแพทย์ท่ามกลางภาวะโรคระบาดใหญ่ DHL นำเสนอกรอบความร่วมมือของบริษัทลอจิสติกส์กับหน่วยงานต่าง ๆ ภาครัฐ องค์กรไม่แสวงผลกำไร รวมถึงอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ กรอบความร่วมมือนี้จะช่วยกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมให้ระบบซัพพลายเชนแข็งแกร่งและปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกเหนือจากแผนรับมือภาวะฉุกเฉินแล้ว กรอบความร่วมมือหมายรวมถึงเครือข่ายความร่วมมือ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่แข็งแกร่งด้านลอจิสติกส์และความโปร่งใสของซัพพลายเชนผ่านระบบไอที ท้ายที่สุดต้องมีหน่วยงานฉุกเฉินที่มีอำนาจสั่งการเพื่อลงมือทำสิ่งสำคัญภายในระยะเวลาตัดสินใจอันสั้น

 

 

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มเรื่องการปรับตัวของลอจิสติกส์ในภาวะโรคระบาดใหญ่และการขนส่งวัคซีนโควิดได้ที่นี่ https://shipping.dhl.co.th/white-papers/banner/delivering-pandemic-resilienceหรือติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศได้ที่เฟซบุ๊ค DHL Express Thailand ขนส่งด่วนระหว่างประเทศ 

เช็คราคา คลิกเลย!